ที่นี่...ชุมชนพรหมโลก วิถีชุมชนสีเขียวแห่งยอดเขาหลวง
                ชุมชนพรหมโลก ตั้งอยู่ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง ก่อตั้งมาประมาณ 250 ปี ชื่อเดิมเรียกว่า “เหนือปากหราม” มาจากลักษณะที่ตั้งอยู่ในเขตที่สูง และในสมัยก่อนชาวบ้านนิยมกินหมาก จึงทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ในชุมชนนิยมปลูกพลูไว้สำหรับกินหมาก และในภาษาพื้นบ้านของภาคใต้จะเรียกคนที่กินหมากจนปากเป็นสีแดง เรียกว่า “ปากหราม” ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมความเป็นอยู่แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อชุมชนจาก “เหนือปากหราม” เป็น “พรหมโลก” ตามชิ่ของผู้ปกครองชุมชนในสมัยนั้น คือ “ขุนพรหมโลก” ชุมชนพรหมโลกเป็นชุมชนที่มีลมมรสุมพัดผ่านทั้ง 2 ด้าน ทำให้มีฝนตกเกือบตลอดปี และมีอากาศค่อนข้างเย็น มี 2 ฤดู คือ ฤดูฝน และฤดูร้อน ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ เงาะ มังคุด ทุเรียน และลางสาด

เฮ็ด..WORK UBON

ร้านกาแฟแห่งใหม่..อุบลราชธานี

Read more: เฮ็ด..WORK UBON ร้านกาแฟแห่งใหม่..อุบลราชธานี

พิชิต 1,219 โค้ง อุ้มผางแผ่นดินดอยลอยฟ้า

Read more: พิชิต 1,219 โค้ง อุ้มผางแผ่นดินดอยลอยฟ้า

  ท่องเที่ยวเมืองพิจิตร

เมืองรอง..แต่ไม่เป็นสองรองใคร
         จังหวัดพิจิตรเมืองเล็ก...แต่น่ารัก  ที่ได้ถูกจัดไว้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง  แต่เมื่อได้มาท่องเที่ยวถึงถิ่นแล้วจะต้องบอกว่าไม่เป็นสองรองใครเลยทีเดียว  เนื่องจากมีประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงอยุธยา นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม โบราณสถานที่ทรงคุณค่า งานวัฒนธรรมประเพณี รวมไปถึงอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ บวกกับความเรียบง่ายของคนในพื้นที่ที่หมุนไปอย่างช้า ๆ จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของจังหวัดพิจิตร
         ทีมงานสื่อออนไลน์เที่ยวผ่านเลนส์ไปกับaboutinformant  มาครั้งนี้ขอพาท่านเที่ยวชมเมืองพิจิตร  เมืองเล็กแต่น่ารัก  และที่สำคัญ ไม่เป็นสองรองใครเพราะเป็นเมืองที่รวบรวมความสมบูรณ์ของ  วิถีชีวิตชุมชน  วัฒนธรรม  ประเพณี  ที่ยังคงรักษาสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น  จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
             วัดท่าหลวง   เป็นวัดสำคัญของจังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก วัดนี้สร้างขึ้นประมาณพ.ศ. 2388 ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน มีพุทธลักษณะงดงามมาก เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองพิจิตร ตามประวัติเล่าว่า พระพิจิตรซึ่งเป็นเจ้าเมืองอยากได้พระประธานมาประดิษฐานที่เมืองพิจิตร มีโอกาสที่ทัพกรุงศรีอยุธยาได้เดินทางผ่านเมืองพิจิตร เพื่อไปปราบ      ขบถจอมทองเมืองเชียงใหม่ พระพิจิตรจึงได้ขอร้องแม่ทัพว่าเมื่อปราบกบฏเสร็จแล้วให้หาพระพุทธรูปมาฝาก ดังนั้น เมื่อเสร็จศึกแล้วแม่ทัพนั้นจึงได้อาราธนาพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรแพลูกบวบลงมาทางแม่น้ำปิงโดยฝากเจ้าเมืองกำแพงเพชรไว้ ต่อมาจึงได้อาราธนาหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถวัดนครชุมก่อน แล้วจึงย้ายมาประดิษฐานที่พระอุโบสถท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จนถึงปัจจุบัน พระอุโบสถเปิดให้เข้านมัสการหลวงพ่อเพชรได้ทุกวัน เวลา 9.00-16.00 น. การเดินทาง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพิจิตร บนถนนบุษบาติดกับที่ทำการไปรษณีย์พิจิตร               เจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ  ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดพิจิตรและใกล้เคียง ที่นิยมเดินทางมาขอบุตรซึ่งภายในศาลมีองค์เจ้าแม่ทับทิม (ตุ๋ยบ่วยเต่งเนี่ยง) เป็นอางค์ประธาน โดยมีเจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อปุ๊นเถ่ากง และปุ๊นเถ้าม่า ประทับอยู่ซ้ายขวา ศาลเจ้าแห่งนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้สอนหนังสือไทยและหนังสือจีน ให้แก่บุตรหลานในหมู่บ้านอีกด้วย             จากหลักฐานยังพบว่าแก้วไม้ประดับของ องค์เจ้าแม่ที่นำมาจากประเทศจีน แกะสลักเป็นลวดลายดอกไม้และสัตว์ต่าง ๆ ทั้งหลัง ตามแบบฉบับศิลปะของจีน ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อ เจ้าแม่ แห่งศาลเจ้าแม่ทับทิมท่าฬ่อ หรือมาตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน บรรดาศิษย์ จ้างได้รับความสุขความเจริญ ปราศจากอันตราย และในเดือนธันวาคมของทุกปี จะมีการจัดงานสักการะเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศมาร่วมงาน ส่วนใหญ่มาแก้บนเมื่อมีบุตรตามที่ได้บนบานขอไว้กับเจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งนี้ เปิดทุกวัน 8.00 -17.00 น
            นอกจากนี้  ข้าง ๆ ศาลเจ้า ยังมีพิพิธภัณฑ์ ชุมชนที่เป็นเรือนไม้เก่า  เคยเป็นโรงเรียนในสมัยก่อน และยังมีห้องที่เคยใช้เป็นที่ประชุมหรือประกอบกิจในพิธีต่าง ๆ ซึ่งยังคงความเก่าแก่และหลงเหลือไว้ให้เห็นความเป็นศิลปะของอาคารบ้านเรือนไม้ในสมัยก่อนให้ได้เห็นในปัจจุบัน
         วัดคลองคู้   วัดคลองคู้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2472 มีขุนสักพิจิตรและนางกิมล้วน อิทธิพงษ์ บริจาคที่ดินให้สร้างวัดและได้ร่วมกับชาวบ้านในการสร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในหมู่บ้าน ซิ่นเหนือเสร็จเมื่อปี 2509 ภายในอุโบสถของวัดคลองครุ มีพระประธานองค์สีทองตั้งอยู่ใจกลางอุโบสถ บริเวณผนังของอุโบสถมีภาพวาดผนังบอกเล่าเรื่องราวของพุทธชาดก ด้วยสีสดงดงามและภายในบริเวณมีรูปปั้นแสดงถึง บาป บุญ คุณ โทษ ต่าง ๆ รวมไปถึงรูปปั้นสัตว์ และก็อตซิลล่าซึ่งเป็นกุศโลบายหนึ่งของวัดที่ต้องการดึงดูดให้เด็กๆหันมาเข้าวัดมากขึ้น จุดถ่ายรูปที่สำคัญของวัดอีกที่หนึ่งได้แก่ รูปปั้นจระเข้ใหญ่ยักษ์ที่พาดขวางคลองอยู่ในน้ำมีขนาดความยาวถึง 47 เมตร กว้าง 5.5 เมตร ความสูง 5.5 เมตร พระครูพิราชธรรมกิจ เจ้าอาวาสวัดคลองคู้และชาวบ้านคลองคู้ สร้างรูปปั้นจระเข้ขวางคลองนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างให้เป็นตำนานที่แฝงด้วยกุศโลบายและคำสอนโดยเป็นรูปปั้นจระเข้     
          สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อพระอาจารย์มานพ โทร 086-9311748
         บึงสีไฟ   ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จังหวัดพิจิตร เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวพิจิตร  มีเนื้อที่ประมาณ  5,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด  และแหล่งอาศัยของนกหลากหลายชนิด  บึงสีไฟถือว่าเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพิจิตรเลยก็ว่าได้  เนื่องจากมีบรรยากาศที่ดี  สงบ  ร่มรื่น  รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์  และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของนักถ่ายภาพ 
         สวนเกษตรคุณลี  ตั้งอยู่ที่ หมู่ 2 ตำบลคลองคเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร คุณลี เป็นเกษตรกรที่มีความสนใจในทำการเกษตรผสมผสานโดยได้เปิดให้เกษตรกรและนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจได้เข้าเยี่ยมชมสาธิตมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้าชมสวนคุณลีเป็นจำนวนมากทั้งกลุ่ม หมู่คณะจากสถาบันต่าง ๆ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มนักท่องเที่ยว ภายในสวนคุณลี มีพันธ์พืชสวนครัวแปลก ๆ มากมาย ทั้งพันธุ์ไทยและพันธุ์ต่างประเทศที่แปลกตาหาดูได้ยาก อาทิ ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน, มันเทศ, ฝรั่งสายพันธุ์พิจิตร 1 และ 2, ลำไยยักษ์พันธุ์จัมโบ้, มะระยักษ์ เป็นต้นฯ สวนคุณลีเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 056-613021, 081-9013760, 081-8867398
        วัดเขารูปช้าง   ตั้งอยู่ที่  ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร  ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีหินสีขาวซ้อนกันมองดูคล้ายช้าง  แต่เดิมเป็นเจดีย์เก่ามาก่อน  และทางวัดได้ทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่  เมื่อประมาณ  20 ปี  โดยประดับกระเบื้องเคลือบสีทองทั้งองค์  มีรั้วรอบองค์เจดีย์
         ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์  จะมีงาน  สืบสานประเพณีตักบาตรพระอรหันต์ ขึ้นเขาเพ็ญเดือนสาม รำลึก คุณูปการของหลวงพ่อเตียง เนกขมโม ที่วัดเขารูปช้าง โดยพระครูวิมลธรรมประสิทธิ์ ( สมจิตร อุฎฐานโน) เจ้าอาวาสคณะสงฆ์วัดเขารูปช้างเป็นผู้จัดงาน
         ที่บริเวณลานกว้างบนยอดเขาทางวัดได้สร้างวิหารใหญ่ขึ้นหลังหนึ่ง  และมีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่งเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง  สันนิษฐานว่า  สร้างในสมัยอยุธยา  มีตัวระฆังเป็นกลีบมะเฟือง  แต่ยอดเจดีย์หักแล้ว นอกจากนี้ยังมีมณฑปแบบจัตุรมุขหลังเก่าอยู่ใกล้กับโบสถ์หลังใหม่  ภายในมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสัมฤทธิ์  และที่ฝาผนังมีภาพเขียนเรื่องไตรภูมิพระร่วง  สำหรับท่านที่จะมาวัดเขารูปช้าง  โทรติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่  056-674-220
         วัดโพธิ์ประทับช้าง   เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2242-2244 สมัยสมเด็จพระสุริโยทัยธิบดี หรือพระพุทธเจ้าเสือ พระนามเดิมคือขุนหลวงสรศักดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเนื่องจากเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์ วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำพิจิตรเก่า หน้าวัดมีต้นตะเคียนซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี วัดโดยรอบได้ 7 เมตร 60 เซนติเมตร หรือประมาณ 7 คนโอบ ภายในวัดมีพระวิหารสูงใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบ 2 ชั้น เป็นศิลปะแบบอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา นอกจากนี้ชาวอำเภอโพธิ์ประทับช้างได้สร้างอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าเสือไว้เพื่อเป็นที่ระลึกข้างที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้างอีกด้วย
          การเดินทาง วัดนี้อยู่ห่างจากตัวเมือง 27 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 1068 สายพิจิต-วังจิก ตรงกิโลเมตรที่ 12-13 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1300 ตรงไปสุดทางเลี้ยว วัดโพธิ์ประทับช้างอยู่ขวามือ
          วัดศรีศรัทธาราม   ตําบลศรีสัทธาราม  อำเภอสามง่าม  เป็นโบสถ์หลังใหญ่ที่สร้างเด่นอยู่กลางวัด   มีการทาสีขาวทั้งหลัง  บริเวณทางขึ้นหน้าโบสถ์จะมีรูปปั้นจระเข้ขนาดใหญ่นอนขนาบข้างบันได  2  ตัว  ส่วนบริเวณราวบันไดทั้งสองข้างจะมีรูปปั้นจระเข้กำลังกลืนกินนรี นอนอยู่อีก  4  ตัว
           นอกจากนี้  ที่ราวบันไดทางขึ้นเข้าไปภายในโบสถ์  จะมีจระเข้กำลังกลืนกินนรีอยู่อีก  6  ตัว โดยที่ราวบันไดทางเข้าโบสถ์  จะมีรูปปั้นจระเข้ นอนอ้าปากอยู่ 2 ตัว  หางจระเข้จะชี้ฟ้าขึ้นไปบนเสาหลังคาโบสถ์  ส่วนที่บริเวณด้านหลังโบสถ์จะมีรูปปั้นจระเข้ นอนอ้าปากชี้ฟ้าอีกจำนวนหนึ่ง   เมื่อนับรวมจระเข้ทั้งหมดจะพบว่ามีจำนวนถึง  22  ตัว  ซึ่งรูปปั้นจระเข้ นอกจากจะดูแปลกตาแล้วยังมีความสวยงามเป็นธรรมชาติอีกด้วย
        และแหล่งท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่ง  ที่เราไม่ควรพลาด  โดยเฉพาะทางการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างดี  ที่นี่คือ  “ศูนย์เรียนรู้เกษตรบ้านหนองจิกสี”
         ศูนย์เรียนรู้เกษตรบ้านหนองจิกสี   เป็นชุมชนการเรียนรู้วิถีเกษตรปลอดภัย  พิจิตรเมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีแม่น้ำหลายสายพาดผ่าน  จังหวัดพิจิตรจึงเป็นเมืองแห่งการเกษตรที่โอบล้อมไปด้วยการเพาะปลูกพืชผลต่าง ๆ ที่หลากหลาย  ทั้งผลไม้ตามฤดูกาลที่มีคุณภาพดีที่ส่งออกต่างประเทศ   สวนเกษตรปลอดสารพิษ ที่เกิดจากชาวชุมชนรวมตัวกันเพาะปลูก พืชผักผลไม้แบบผสมผสาน ทำให้มีรายได้เสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่องเกษตรกรรมจึงเป็นหัวใจหลักหนึ่งของเมืองพิจิตร           ศูนย์เกษตรพอเพียงหนองจิกสี   อำเภอบึงนาราง  ศูนย์เกษตรพอเพียงหนองจิกสี ถือเป็นศูนย์การเรียนรู้การเกษตรที่ปลอดสารพิษตัวอย่าง      เนื่องจากมีศักยภาพที่ดีของผู้นำในชุมชน  รวมถึงความเข้มแข็งของคนในพื้นที่ โดยมีฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต่าง ๆ เพื่อให้คนในชุมชนและกลุ่มนักท่องเที่ยวภายนอกได้ศึกษา อาทิ  ฐานการปลูกพืชเศรษฐกิจพอเพียง ฐานเรียนรู้การเลี้ยงกบ  ฐานการปลูกเมล่อน ฐานการปลูกพืชสมุนไพร  และฐานเรียนรู้ไก่พื้นเมือง เป็นต้นฯ   
         ซึ่งผลผลิตเหล่านี้  จัดจำหน่ายแก่ชาวบ้านละแวกใกล้เคียง  และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่ สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้เป็นอย่างดี  สนใจเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ติดต่อ คุณสุรินทร์ โทร 089-8606102
 
           ขอขอบคุณ
           การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
           คุณวิสูตร   บัวชุม                  ผอ.ททท.สำนักงาน นครสวรรค์-พิจิตร
           คุณชาติชาย  เจียมศรีพงษ์      นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร
           คุณทวีศักดิ์  ชัยเรืองยศ         เจ้าของสวนเกษตร “คุณลี”         
 
 

 

               

               

              

                

               

                

                                               

             

               

 

 

 

               

              

               

ทวาย...เส้นทางสู่วิถีชุมชน   วิถีธรรม

          เที่ยวเมืองไทย  เปิดโลก เปิดประตูสู่  AEC เยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน  เที่ยวทวาย ใกล้ๆ บ้านเรา  เชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว  เศรษฐกิจ ชมวัฒนธรรมวิถีพุทธ  วิถีมอญ  สัมผัสบรรยากาศชายทะเลอันดามันอันแสนกว้างไกล  ลิ้มรสอย่างละเมียดละไมกับกุ้งมังกร เดินทางจากฝั่งไทยผ่านด่าน  “พุน้ำร้อน”  ก่อนเข้าสู่เมือง ทวาย

ในครั้งนี้  เรามีโอกาสได้ร่วมทริปมากับคณะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว 

ทวาย...เส้นทางสู่วิถีชุมชน วิถีธรรม เที่ยวเมืองไทย เปิดโลก เปิดประตูสู่ AEC เยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน เที่ยวทวาย ใกล้ๆ บ้านเรา เชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ชมวัฒนธรรมวิถีพุทธ วิถีมอญ สัมผัสบรรยากาศชายทะเลอันดามันอันแสนกว้างไกล ลิ้มรสอย่างละเมียดละไมกับกุ้งมังกร เดินทางจากฝั่งไทยผ่านด่าน “พุน้ำร้อน”ทวาย...เส้นทางสู่วิถีชุมชน วิถีธรรม เที่ยวเมืองไทย เปิดโลก เปิดประตูสู่ AEC...