คณะเรานั่งเรือออกจากท่าเรือริเวอร์ซิตี้

แวะเยี่ยมชมหมู่บ้านกุฏีจีน ปัจจุบันชุมชนกุฎีจีน วัดซางตาครู้ส ถือเป็นชุมชนชาวตะวันตกเชื้อสายโปรตุเกส เพียงชุมชนเดียวที่ยังคงสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ขณะที่ชุมชนตะวันตกอื่นๆ หรือแม้ชุมชนญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นสมัยอยุธยา ในเวลาใกล้เคียงกัน ความเป็นชุมชนได้สิ้นสุดลงแล้ว ชาวกุฎจีน ประกอบด้วย เชื้อชาติ โปรตุเกส สยาม เขมร จีนและญวน ที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอย่างมาก แต่หล่อหลอมรวมกันด้วย คริสต์ศาสนา กลายเป็นอัตลักษณ์ของคนกุฎีจีน ที่มีประเพณีและวัฒนธรรม ต่างจากจากที่อื่น เช่น ประเพณีถอดพระในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโปรตุเกส การจัดหิ้งพระและแขวนรูปพระตามท้องที่ต่างๆ ในบ้านแบบโปรตุเกส วัฒนธรรมทางดนตรีแบบตะวันตก วัฒนธรรมเอื้อเฟื้อแบ่งปันตามแบบชาวสยาม  วัฒนธรรมทางอาหารที่ผสมผสานเป็นเอกลักษณ์ของชาวกุฎจีน       เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2560 โดยคุณฉัตรชัย และคุณนาวินี พงศ์ไทย (ทรรทรานนท์) และครอบครัว เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลชุมชนชาวโปรตุเกส ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงปัจจุบัน และเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนกุฎีจีนและผู้ที่สนใจที่ต้องการทราบถึงประวัติความเป็นมา รากเหง้าของศาสนา วัฒนธรรมภาษา รวมถึง อาหารการกินของชาวโปรตุเกสในสยาม

        ไปกราบไหว้องค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ ณ ศาลกวนอันเก๋ง เดิมมีศาลเจ้า 2 หลังติดกันคือ ศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู ชาวบ้านแถบนี้บอกเล่ากันต่อๆมาว่าศาลเจ้าทั้งสองหลังนั้นสร้างในสมัยกรุงธนบุรี โดยชาวจีนที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาสร้างเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีชาวจีนฮกเกี้ยนจำนวนหนึ่งได้มารื้อศาลเจ้าเก่าทั้ง 2 แห่งลง แล้วสร้างขึ้นใหม่เป็นหลังเดียว อัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมขึ้นประดิษฐานแทน และให้ชื่อ ว่าศาลเจ้ากวนอันเก๋ง ในเวลาต่อมาตัวศาลเจ้ามีสภาพชำรุดทรุดโทรมขาดการทำนุบำรุง เมื่อครั้งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาร่วมงานหล่อระฆังใบใหญ่ที่วัดกัลยานิมิตร พระองค์ได้เห็นศาลเจ้านี้เข้า และได้เขียนเล่าให้สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ โดยมีใจความว่าเจ้าแห่งนี้อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมมาก จิตรกรรมฝาผนังกำลังจะกะเทาะหลุดหล่นลงมา บางภาพถูกน้ำฝนและค้างคาวทำให้เกิดความเสียหาย มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบอนุรักษ์ ด้วยว่าเป็นงานฝีมือของจิตรกรที่หาไม่ได้อีกแล้ว อีกทั้งเครื่องตราแต่งเบื้องบนซึ่งเป็นไม้แกะสลักอย่างงดงาม และเก่าแก่ก็มีสภาพทรุดโทรม และส่วนที่ชำรุดเสียหายมากกว่าที่อื่นใด คือ รูปปั้น และเครื่องตกแต่งอันวิจิตรบนหลังคาของศาลเจ้า ซึ่งเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่จำเป็นต้องรีบอนุรักษ์ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ในความดูแลของตระกูล สิมะเสถียร หรือ แซ่ซิ้ม ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ในย่านนี้  คณะพากันแวะบ้านสกุลทอง รับประทานอาหารว่าง ชมวัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชนขาวไทย และชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส หลังจากนั้นไปวัดกัลยาณมิตร สักการะหลวงพ่อโต (ซำปอกง) เพื่อความเป็นสิริมงคล         ยามสายล่องเรือชมวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองบางกอกน้อย คลองชักพระ คลองบางกอกน้อย เริ่มตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยาทางเหนือของสถานีรถไฟธนบุรี ไหลขึ้นไปบรรจบคลองชักพระ (คลองบางขุนศรี) และคลองลัดบางกรวย ตรงข้ามวัดสุวรรณคีรี มีความกว้าง 40 เมตร และยาว 3.3 กิโลเมตร คณะรัฐมนตรีมีมติให้คลองบางกอกน้อยเป็นคลองสำคัญซึ้งต้องอนุรักษ์ไว้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2510 มีเป็นมาตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน หรือเรียกกันติดปากว่า "คลองชักพระ" มีความสวยสดงดงาม มีอากาศบริสุทธิ์ ภาพโดยรวมของสถานที่แห่งนี้เป็นตลาดกึ่งชนบท ที่ผสมผสานวิถีชีวิตริมน้ำของชาวบ้านกับธรรมชาติชาว บ้านเก็บพืชผัก ผลไม้ จากไร่สวนมาขายทำให้ผลผลิตที่วางเรียง รายขาย หมุนเวียนไปตามฤดูกาล รสชาติอาหารแบบไทยแท้แบบดั้งเดิม  ตลาดน้ำสองคลองวัดตลิ่งชัน การท่องเที่ยวทางน้ำโดยการนั่งเรือ สัมผัสบรรยากาศและธรรมชาติอันหลากหลาย ของสองฟาก ฝั่งคลอง แวะตลาดน้ำตลิ่งชัน  รับประทานอาหารกลางวัน (ตามอัธยาศัย) เลือกซื้อของกินของใช้ ผลไม้ ผักสด จากชาวสวน ออกจากตลาดน้ำตลิ่งชัน กลับสู่คลองบางกอกน้อย ไปชม บ้านทรงไทย ที่ยังคงเหลืออยู่สองฝั่งคลอง จากนั้นแวะชมพิพิธภัณฑ์ เรือพระราชพิธี ซึ่งเป็นอู่เก็บเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งต่างๆ เดินทางกลับ