หน้าแรก

ส่งเสริมปีการท่องเที่ยว ‘61’ ได้หรือไม่!

เมื่อชมรมรถตู้บริการนักท่องเที่ยวทั่วไทยประสบปัญหาในข้อจำกัด

                11 ตุลาคม  2560  ที่ห้องประชุมราชนครินทร์  ชั้น 5  อาคาร  100 ปี  มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  อำเภอคลองหลวง  จังหวัดปทุมธานี  สมาพันธ์ผู้ประกอบการรถตู้แห่งประเทศไทย จัดประชุมหารือแก้ไขปัญหาร่วมกันในการ  ปฏิรูปกฎหมาย พรบ.การขนส่งทางบก  พ.ศ. 2522  ซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคในการประกอบอาชีพของกลุ่มรถตู้ทั่วประเทศ  วอนภาครัฐขอความทัดเทียมกันในการดำเนินธุรกิจรถตู้โดยสาร  เมื่อพฤติกรรมผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการที่สะดวกและรวดเร็วกว่า  หรือจะส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น  การจราจรจะกระทบหรือไม่  ระบบขนส่งมวลชนจะบริการให้ใคร?

                ปี  2561 รัฐบาลส่งเสริมเป็นปีท่องเที่ยว  จัดว่าเป็นการส่งเสริมสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยเป็นหลักก็ว่าได้  นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ  ต่างให้ความสนใจเดินทางท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมอยู่ในอันดับต้น ๆ อยู่แล้ว  โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น  แต่ถ้าการเดินทางท่องเที่ยวในระหว่างอยู่ในประเทศ  ประสบปัญหาด้านรถโดยสารบริการในแต่ละจังหวัด  จะมีผลกระทบต่อระยะเวลาการเดินทางหรือไม่  เพราะในแต่ละจังหวัด  แต่ละภาคมีช่วงฤดูกาลที่เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างกัน

                นายวุฒิภัทร  คงมั่น  ประธานสมาพันธ์รถตู้แห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  “เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ  สำหรับการที่ภาครัฐจะมีนโยบายให้ผู้ประกอบการรถตู้ปรับเปลี่ยนไปเป็นมินิบัส  โดยที่ไม่ให้ความสำคัญหรือไม่สนใจที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ประกอบการเลยว่าเรามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน  รถตู้เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของพวกเราที่ร่วมกันดำเนินการมากว่า  20 – 30 ปี  แต่ดูเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่ในประเทศนี้เลย  ทั้ง ๆ พวกเราเองเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างเศรษฐกิจ  สร้างรายได้ให้แก่ประเทศชาติ พี่น้องประชาชนทั้งหมดไม่น้อยเลย  เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนนำนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้มาท่องเที่ยวได้ทั่วทั้งประเทศ  สร้างงานกระจายรายได้ไปทั่วทุกหัวระแหง  ส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวให้เติบโตได้ไม่น้อย  แต่เมื่อองค์กรภาครัฐเอง  มามองว่าผู้ประกอบการรถตู้ที่เราทำอยู่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเทียบกันแล้วกับรถใหญ่ซึ่งมีอัตราการประสบอุบัติเหตุสูงกว่ารถตู้อย่างเรามาก การออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อควบคุมการเดินของรถตู้  

         

ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก  เมื่อก่อนรถตู้ได้จอดบริการในจุดต่าง ๆ ได้แล่น ได้ใช้งานสร้างรายได้  สร้างอาชีพ  แต่ปัจจุบัน  กลับต้องไปจอดอยู่ที่ไฟแนนซ์เพราะไม่สามารถออกดำเนินการได้เหมือนดังเคย  เนื่องจากด้วยกฎหมายที่ออกมาควบคุมมากมาย  ปัญหาครอบครัวเริ่มตามมา  ปัญหาเศรษฐกิจเริ่มตามมาอย่างต่อเนื่อง” 

                การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทิศถูกทาง  ราคารถตู้  1  ล้านกว่าบาท  แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรถไมโครบัส  ด้วยราคา  2 – 3 ล้านกว่าบาท จะมีใครแบกภาระตรงนี้ได้  เมื่อก่อนเคยจอดที่อนุสาวรีย์  แต่ปัจจุบันเมื่อมีการจัดระเบียบสังคมต้องไปจอดที่  ขนส่ง  รายได้ก็ลดลง ในฐานะสมาพันธ์ผู้ประกอบการรถตู้ประเทศไทย  อยากให้ท่านผู้เกี่ยวข้อง  ได้ลองมาสอบถามข้อเท็จจริงดู  รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการรถตู้ว่า  ยังมีความต้องการใช้รถตู้อีกบ้างหรือเปล่า 

                ดร.ตวง  อันทะไชย  ประธานกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  กล่าวว่า  ปัจจุบันกฎหมายไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก  การคมนาคม  การขนส่งเปลี่ยนไปหมด ทางเลือกของประชาชนในการเดินทางเข้าเมือง  หรือออกไปยังต่างจังหวัดต่าง ๆ ด้วยรูปแบบที่มีให้เลือกอย่าง  รถตู้  รถไฟความเร็วสูง  เครื่องบินโลวคอส  ประเด็นสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ (ในปี 2522)  อาจจะตอบโจทย์สมัยนั้นได้  แต่ด้วยค่านิยม  สังคม  วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ  วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป  ใครจะเชื่อว่า  ปัจจุบันผู้โดยสารมีทางเลือกในการโดยสารไม่เหมือนเดิม  ด้วยเหตุและปัจจัยการเดินทางที่มีให้เลือกหลากหลายตามความเหมาะสม  ในมุมมองของผม  ถ้ากฎหมายที่ใช้อยู่มีอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ  ด้วยวิถีชีวิตของสังคมเปลี่ยนไปจึงควรได้รับการแก้ไข  รถตู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน  ประมาณ  200,000  กว่าคัน  ถ้าผู้ประกอบการรถตู้เองยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ด้วยในรูปแบบความต้องการสมัครใจเพื่อรักษาสภาพเศรษฐกิจ  รายได้ในการเลี้ยงครอบครัวให้ดำรงอยู่ได้โดยไม่ลำบาก  อันนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ  ซึ่งน่าจะตรงต่อนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนมีรายได้  มีอาชีพพึ่งพาตนเองได้อยู่แล้ว

            นายชวลิต  พันมูล  รองประธานชมรมรถตู้จังหวัดเชียงใหม่ภาคเหนือ  กล่าวถึงปัญหาที่ประสบอยู่ว่า  “ในพื้นที่ทางภาคเหนือที่เราให้บริการอยู่มีสภาพเป็นภูเขา  ในเรื่องอัตราความเร็วเป็น ปัญหาหนึ่งสำหรับเรา  วอนทางภาครัฐช่วยผ่อนปรนเรื่องอัตราความเร็วให้เราบ้าง  การจำกัดความเร็วที่  90 กม./ชม.นั้น  มันไม่สามารถทำเวลาได้  อย่างน้อยถ้าได้  ปรับเป็น  100 – 110 ก็ยังดี  เพราะในการแล่นลงจากเขามันลำบากมาก  และยิ่งระยะเวลาเป็นตัวกำหนด  ในการเดินทางเพียง  10 ชม.นั้นกับเครื่องรถยนต์รุ่นใหม่  3000  cc. ถ้าจำกัดความเร็วจะกินน้ำมันมาก  ผู้ใช้บริการจึงหันไปใช้รถประเภทป้ายดำ  หรือป้ายฟ้าที่ทำความเร็วได้กันหมด  ในขณะที่เราเสียภาษี ประกัน ครบถูกต้องตามที่รัฐบาลกำหนดทุกอย่าง  17 จังหวัดทางภาคเหนือประสบปัญหาเดือดร้อนกันหมด  กับมาตรการ  ที่กำหนดมา  1 มกราคม  2561 นี้ จับจริง  ปรับจริง  คงต้องขายรถทิ้งกันแน่นอน  วอนขอความเป็นธรรมให้กับเราบ้าง”

              นายปัญญา  เลิศหงิม  ประธานกลุ่มรถตู้พัฒนา  หมวด 1 ขสมก.  กล่าวว่า  “รถตู้ในกลุ่มหมวด 1 , 2 , 3 และ  4 นั้น  มีระบบการจัดการที่แตกต่างกันไป  แต่เมื่อมีแนวทางนโยบายให้รถตู้ปรับเปลี่ยนเป็นรถมินิบัสหรือไมโครบัส  แน่นอนจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถตู้ในบางหมวดของเราในระยะเวลาอันใกล้นี้  เนื่องจากมีต้นทุนที่สูง  ขอให้เป็นไปในทิศทางการสมัครใจมากกว่า  ปัญหาเดิมที่ประสบอยู่อย่างเรื่องที่นั่ง  จาก  15 ที่นั่งปรับลดเหลือ  13 ที่นั่ง  ส่งผลต่อรายได้กับเรามาแล้วถึง  20,000 /เดือน  ไม่เพียงเกิดปัญหาแก่ผู้ประกอบการรถตู้แต่ส่งผลถึงผู้โดยสารที่ต้องการเร่งด่วนในการเดินทางอีกด้วย

               นายสุรศิลป์  สายแวว  ประธานรถตู้ภาคกลาง  กล่าวว่า  “อยากฝากถึงภาครัฐช่วยทบทวนเรื่องกฎหมายควบคุมความเร็ว  เนื่องจากเราให้บริการในต่างจังหวัด  ผู้โดยสารต้องเดินทางเข้าทำงานในกรุงเทพฯ  จึงไม่สอดคล้องกับความต้องการในการใช้เวลากรณีเร่งด่วนระยะทางเข้ากรุงเทพฯ  การจำกัดความเร็วจึงมีผลต้องใช้เวลาถึง  3.5 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย  ผู้โดยสารยังต้องต่อรถไฟฟ้า  หรือรถโดยสารประจำทางเข้าสู่ชาญเมืองรอบนอกต่ออีก  จึงมีปัญหาอย่างมาก 

               นายคมกฤช  มากมูลผล  ผู้ประกอบการรถบัส  กล่าวว่า  “ ปัจจุบันผู้โดยสารมีการปรับเปลี่ยนการเดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยการกลับพร้อมกันด้วยรถยนต์ส่วนตัว  โดยเฉลี่ยค่าน้ำมันร่วมกัน  ส่งผลต่อผู้ประกอบการรถโดยสารอย่างเราเป็นอย่างมากพออยู่แล้ว  ถึงแม้เราจะเป็นรถบัสที่อยู่กันคนละมุม  แต่ก็มีผลกระทบเรื่องความเร็วกับระยะทางที่ไม่สามารถสู้กับรถยนต์ขนาดเล็กได้  รวมถึงผู้โดยสารที่มีจำนวนลดลงเมื่อเลือกการเดินทางด้วยพาหนะที่สะดวกและคล่องตัวกว่า  ประชาชนก็หันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้  น่าจะส่งผลกับปัญหาจราจรเพิ่มขึ้นอีก” 

             นายชัยยะ  มีมาก  ประธานสมาพันธ์สาย  36  รถตู้ บขส. ภาคตะวันออก  กล่าวถึงปัญหาหลักที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือ  เรื่องการขยายเวลารถเป็น  14 ปี  เพื่อให้ผู้ประกอบการรถตู้เขาอยู่ได้บ้าง  เพื่อรายได้ครอบครัวให้มีพอเลี้ยงชีพไม่เป็นหนี้สิน  รวมถึงนโยบายการปรับเปลี่ยนรถตู้เป็นมินิบัส  หรือไมโครบัสให้เป็นภาคสมัครใจของผู้ประกอบการ  เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงมาก  ปัจจุบันยังมีภาระหนี้สินในการดูแลรถตู้ที่มีอยู่  จึงขอฝากให้ภาครัฐช่วยพิจารณาเห็นใจเราบ้าง

            นายวุฒิภัทร  กล่าวเพิ่มเติมว่า    “เราอยากให้ภาครัฐมองเห็นว่า  ความเป็นรถตู้ของเราก็ยังสามารถทำงานได้  ขอให้เป็นภาคสมัครใจได้หรือไม่  ถ้าจะให้ปรับเปลี่ยนไปเป็นรถไมโครบัส  ในบางครั้งใน 1 เส้นทาง  มีผู้โดยสารเพียง  2 – 3 คน ซึ่งจะมีต้นทุนที่สูงมากเมื่อเทียบกับการนำรถขนาดใหญ่มาให้บริการ แต่ถ้าบางเส้นทางอาจจะมีผู้ใช้บริการที่มากถึงมีความต้องการใช้รถขนาดใหญ่ถึง 2 ชั้นด้วยซ้ำ  นั่นหมายถึงขอให้เป็นภาคการสมัครใจแก่ผู้ประกอบการที่จะเลือกขนาดรถมาให้บริการ  จึงขอฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า  ให้ช่วยพิจารณาคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรถตู้อย่างเราด้วย”